วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วัฒนธรรมชาวพุทธ


พิธีวิสาขบูชา
                 ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ตรงกับวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
     ประชาชนจึงพากันทำบุญตักบาตร   ฟังพระธรรมเทศนาตอนเช้าครั้นตอนย่ำค่ำ  ต่างพากันนำดอกไม้  ธูป
     เทียน เครื่องสักการะไปพร้อมกันที่วัด  โดยยืนเบื้องหน้าพระพุทธปฏิมา  กล่าวคำบูชา  และเดินเวียนเทียน
     ทำวัตร สวดมนต์  และฟังพระธรรมเทศนาต่อไปจึงเสร็จพิธี
พิธีเข้าพรรษา  ออกพรรษา
                   ปฐมเหตุที่จะมีประเพณีเข้าพรรษาในพุทธศาสนานั้น  ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ประทับ  ณ กรุงราชคฤห์
     ในฤดูฝน ภิกษุพวกฉัพพัคคีย์ (๖ รูป) เทียวสัญจรไปมา ย่ำเหยียบข้าวกล้าในนาของชาวเมืองให้เสียหาย เพราะ
     ไม่รู้จักกาลเทศะ ประชาชนพากันติเตียน   พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติเป็นธรรมเนียมให้ภิกษุอยู่จำพรรษา ๓
     เดือน นับแต่แรม ๓ ค่ำ เดือน ๘ ถึงกลางเดือน ๑๑ ห้ามมิให้ไปพักค้างคืน ณ ที่อื่น
วันเข้าพรรษา
                    ถือกันว่าเป็นวันพิเศษในพุทธศาสนา  พุทธศาสนิกชนขมักเขม้นในการบุญกุศลยิ่งกว่าธรรมดา
      บางคนรักษาศีลอุโบสถถึง ๓ เดือน (ไตรมาส) บางคนไปวัดฟังเทศน์ทั้ง ๓ เดือนตั้งใจงดเว้นบาปทั้งปวง
      ส่วนพระภิกษุสงฆ์เมื่อใกล้ถึงวันเข้าพรรษา ก็ปัดกวาดเสนาสนะ ตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรมยิ่ง ๆ ขึ้น ในวัน
      เข้าพรรษาจะประชุมกันในพระอุโบสด ไหว้พระ สวดมนต์ ทำพิธีเข้าพรรษา (อธิษฐานพรรษา)แล้วขอขมา
      ต่อกันและกัน ครั้นในวันต่อไปก็เอาดอกไม้ ธูป  เทียน  ไปขอขมาพระเถรานุระต่างวัดซึ่งเป็นที่เคารพนับถือ
วันออกพรรษา
                    พระสงฆ์จะทำปวารณาแทนการทำอุโบสด  คือ  เปิดโอกาสให้ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ และเมื่อ
       ออกพรรษาแล้วภิกษุจะไปค้างแรมที่ใด ๆ ก็ได้ตามพุทธานุญาตสำหรับพุทธศาสนิกชนเมื่อวันออกพรรษา
       ต่างพากันไปทำบุญตักบาตร รักษาศีล เจริญภาวนา ฟังเทศน์ตามวัดวาอารามต่างๆ
    
พิธีทอดกฐิน
              คำว่ากฐิน              คือ กรอบไม้สำหรับขึงผ้าให้ตึง เพื่อสะดวกแก่การเย็บปัก ซึ่งเรียกว่า สะดึง
              ผ้ากฐิน                  คือ ผ้าสำเร็จรูปโดยอาศัยไม้สะดึงขึงผ้าแล้วช่วยกันเย็บ เมื่อสำเร็จเป็นรูป
                                                แล้วก็ปลดออกจากสะดึง
              การทอดกฐิน        คือ ทอดผ้าซึ่งเย็บจากไม้สะดึงนั่นเอง (แม้ปัจจุบันไม่ได้ใช้สะดึงแล้วก็ยัง
                                                เรียกเหมือนเดิม จึงเป็นความหมายสำหรับพิธีประจำปีไป)
                                                เขตทอดกฐิน ตามวินัยบัญญัติ คือ ตั้งแต่แรม ๑  ค่ำ เดือน ๑๑ ถึง ๑๕ ค่ำ
                                                เดือน ๑๒ เป็นเวลา ๑ เดือน

พิธีมาฆบูชา

                ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ เป็นวันที่เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต แปลว่า การประชุม
      ที่ประกอบด้วยองค์ ๔ คือ
       ๑.พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมกัน
       ๒.ท่านเหล่านั้นอุปสมบทจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งสิ้น (เอหิภิกขุอุปสัมปทา)
       ๓.ท่านเหล่านั้นมาประชุมโดยมิได้นัดหมาย
       ๔.วันนั้นเป็นวันเพ็ญเต็มดวงเสวยมาฆฤกษ์ และวันเพ็ญเดือนมาฆะนี้ เป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปลง
           อายุสังขาร(ตกลงพระทัยเพื่อจะปรินิพพาน) ในพรรษาสุดท้ายของพระพุทธองค์

พิธีจุดมาฆประทีปรอบมหาธรรมการเจดีย
                 พุทธศาสนิกชนนิยมทำบุญตักบาตรไปวัดฟังพระธรรมเทศนา  ส่วนทางวัดก็มีการจัดประทีป  ธูป  เทียน     เป็นเครื่องบูชา  บางวัดก็เทศน์ตลอดรุ่ง  บางวัดก็จุดมาฆประทีปบูชาพระพุทธเจ้าอย่างยิ่งใหญ่  และเมื่อถึงเวลา
    พระภิกษุและสามเณรตลอดทั้งพุทธศาสนิกชนต่างเตรียมดอกไม้  ธูป  เทียนไปประชุมพร้อมกัน ในพระอุโบสด     พุทธศาสนิกชนยืนเบื้องหลังพระสงฆ์สามเณรจุดธูปเทียนประนมมือ กล่าวคำบูชา พระพุทธคุณ  พระธรรมคุณ
    พระสังฆคุณ และกล่าวถึงกาลกำหนดวันมาฆบูชา  ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ในที่ประชุมสงฆ์ ฯลฯ 
    ต่อจากนั้นก็เดินเวียนเทียนรอบพระสถูปหรือพระเจดีย์ ๓ รอบ เดินด้วยอาการสงบเสงี่ยม จะระลึกถึงพระพุทธคุณ      ธรรมคุณ  สังฆคุณ  ด้วยการสวดบท อิติปิโส   ภควาฯ ก็ได้  จากนั้นพุทธศาสนิกชนก็จะมาประชุมพร้อมกันใน
    พระอุโบสด หรือศาลาฟังธรรม  ทำวัตรสวดมนต์  นั่งสมาธิ  ฟังพระธรรมเทศนาต่อไป

วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วิถีชีวิตคนไทยอยู่รอดด้วยภูมิปัญญาไทย/ท้องถิ่น





ภูมิปัญญาท้องถิ่นในเรื่องการทำมาหากินเป็นอย่างไร
     แม้วิถีชีวิตของชาวบ้านเมื่อก่อนจะดูเรียบง่ายกว่าทุกวันนี้ และยังอาศัยธรรมชาติและแรงงานเป็นหลักในการทำมาหากิน แต่พวกเขาก็ต้องใช้สติปัญญาที่บรรพบุรุษถ่ายทอดมาให้เพื่อจะได้อยู่รอด ทั้งนี้เพราะปัญหาต่างๆ ในอดีตก็ยังมีไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อครอบครัวมีสมาชิกมากขึ้น จำเป็นต้องขยายที่ทำกิน ต้องหักร้างถางพง บุกเบิก พื้นที่ทำกินใหม่ การปรับพื้นที่ปั้นคันนาเพื่อทำนาซึ่งเป็นงานที่หนัก การทำไร่ทำนา ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์และดูแลรักษาให้เติบโตและได้ผล เป็นงานที่ต้องอาศัยความรู้ความสามารถ การจับปลาล่าสัตว์ก็มีวิธีการ บางคนมีความ สามารถมาก รู้ว่าเวลาไหนที่ใดและวิธีใดจะจับปลาได้ดีที่สุดคนที่ไม่เก่งก็ต้องใช้เวลานานและได้ปลาน้อย การล่าสัตว์ก็เช่นเดียวกัน
     การจัดการแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ก็เป็นความรู้ความสามารถที่มีมาแต่โบราณ คนทางภาคเหนือรู้จักบริหารน้ำเพื่อการเกษตรและเพื่อการบริโภคต่างๆ โดยการจัดระบบเหมืองฝาย มีการจัดแบ่งปันน้ำกันตามระบบประเพณีที่ สืบทอดกันมา มีหัวหน้าที่ทุกคนยอมรับ มีคณะกรรมการจัดสรรน้ำตามสัดส่วนและตามพื้นที่ทำกิน นับเป็นความรู้ที่ทำให้ชุมชนต่างๆ ที่อาศัยอยู่ใกล้ลำน้ำ ไม่ว่าต้นน้ำหรือปลายน้ำ ได้รับการแบ่งปันน้ำอย่างยุติธรรม ทุกคนได้ประโยชน์และอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
     ชาวบ้านรู้จักการแปรรูปผลิตผลในหลายรูปแบบ การถนอมอาหารให้กินได้นาน การดองการหมัก เช่น ปลาร้า น้ำปลา ผักดอง ปลาเค็ม เนื้อเค็ม ปลาแห้ง เนื้อแห้ง การแปรรูปข้าวก็ทำได้มากมายนับร้อยชนิด เช่น ขนมต่างๆ แต่ ละพิธีกรรมและแต่ละงานบุญประเพณี มีข้าวและขนมในรูปแบบไม่ซ้ำกัน ตั้งแต่ขนมจีน สังขยา ไปถึงขนมในงานสารท กาละแม ขนมครก และอื่นๆ ซึ่งยังพอมีให้เห็นอยู่จำนวนหนึ่ง ในปัจจุบันส่วนใหญ่ปรับเปลี่ยนมาเป็นการผลิตเพื่อขาย หรือเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน 
ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีมากมายหลายแขนง แต่มักจะถูกมองว่าล้าหลัง คนบางกลุ่มจึงไม่ค่อยให้ความนิยมและสืบสานกันมากนัก ส่วนใหญ่แล้วภูมิปัญญาท้องถิ่นมักสืบทอดบอกกล่าวกันเป็นการภายใน เช่น สูตรทำอาหาร หรือตำรับตำราต่าง ๆ ทำให้ไม่เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป อาจจำแนกภูมิปัญญาท้องถิ่นออกเป็น 10 ลักษณะได้ดังนี้
1.ภูมิปัญญาที่เกี่ยวกับความเชื่อและศาสนา - ภูมิปัญญาประเภทนี้จะมีลักษณะที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น เนื่องจากมีพื้นฐานทางความเชื่อในศาสนาที่แตกต่างกัน สำหรับภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยซึ่งเกี่ยวกับความเชื่อในทางพระพุทธศาสนาเป็นหลักนั้นได้มีส่วนสร้างสรรค์สังคม โดยการผสมผสานกับความเชื่อดังเดิมจนกลายเป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละท้องถิ่น


2.ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับประเพณีและพิธีกรรม - เนื่องจากประเพณีและพิธีกรรมเป็นสิ่งที่ดีงามที่คนในท้องถิ่นสร้างขึ้นมา โดยเฉพาะเป็นการเพิ่มขวัญและกำลังใจคนในสังคม ภูมิปัญญาประเภทนี้จึงมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตในสังคมเป็นอย่างมากดังจะเห็นได้จากประเพณีและพิธีกรรมที่สำคัญในประเทศไทยล้วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของคนในสังคมแทบทั้งสิ้น
3.ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับศิลปะพื้นบ้าน - เป็นการสร้างสรรค์งานศิลปต่างๆโดยการนำทรัพยากรที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันหลังจากนั้นได้สืบทอดโดยการพัฒนาอย่างไม่ขาดสายกลายเป็นศิลปะที่มีคุณค่าเฉพาะถิ่น


4.ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับอาหารและผักพื้นบ้าน - นอกจากมนุษย์จะนำอาหารมาบริโภคเพื่อการอยู่รอดแล้ว มนุษย์ยังได้นำเทคนิคการถนอมอาหารและการปรุงอาหารมาใช้ เพื่อให้อาหารที่มีมากเกินความต้องการสามารถเก็บไว้บริโภคได้เป็นเวลานานซึ่งถือว่าเป็นภูมิปัญญาอีกประเภทหนึ่งที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต นอกจากนี้ยังนำผักพื้นบ้านชนิดต่างๆมาบริโภคอีกด้วย
5.ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับการละเล่นพื้นบ้าน - การละเล่นถือว่าเป็นการผ่อนคลายโดยเฉพาะในวัยเด็กซึ่งชอบความสนุกสนานเพลิดเพลิน ภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยส่วนใหญ่จะใช้อุปกรณ์ในการละเล่นที่ประดิษฐ์มาจากธรรมชาติซึ่งแสดงให้เห็นวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติ และรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมอย่างกลมกลืน




6.ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม - ประเทศไทยมีวัฒนธรรมที่หลากหลาย ซึ่งเกิดจากการสร้างสรรค์ของแต่ละภาคเราสามารถพบหลักฐานจากร่องรอยของศิลปวัฒนธรรมที่ปรากฏกระจายอยู่ทั่วไป เช่น สถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม เป็นต้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเทคนิค ความคิด ความเชื่อของบรรพบุรุษเป็นอย่างดี


7.ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับเพลงพื้นบ้าน - ภูมิปัญญาประเภทนี้ส่วนมากแสดงออกถึงความสนุกสนาน และยังเป็นคติสอนใจสำหรับคนในสังคม ซึ่งมีส่วนแตกต่างกันออกไปตามโลกทัศน์ของคนในภาคต่างๆ
8.ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับสมุนไพรและตำรายาพื้นบ้าน - ภูมิปัญญาประเภทนี้เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ของคนในอดีตและถ่ายทอดให้กับคนรุ่นหลังถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะถือว่าเป็นปัจจัยสี่ ซึ่งมีความจำเป็นสำหรับมนุษย์ หากได้รับการพัฒนาหรือส่งเสริมจะเป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตได้
9.ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับการประดิษฐกรรม - เทคโนโลยีและสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ที่เกิดจากภูมิปัญญาของคนไทยในแต่ละภาคนั้นถือเป็นการประดิษฐกรรมและหัตถกรรมชั้นเยี่ยม ซึ่งปัจจุบันไม่ได้รับความสนใจในการพัฒนาและส่งเสริมภูมิปัญญาประเภทนี้เท่าที่ควร หากมีการเรียนรู้และสืบทอดความคิดเกี่ยบกับการประดิษฐกรรมและหัตถกรรมให้แก่เยาวชน จะเป็นการรักษาภูมิปัญญาของบรรพชนได้อีกทางหนึ่ง


10.ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับการดำรงชีวิตตามสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ - เนื่องจากคนไทยมีอาชีพที่เกี่ยวกับเกษตรกรรมโดยเฉพาะการทำนา ทำไร่ จึงทำให้เกิดภูมิปัญญาที่เกี่ยวกับความเชื่อและพิธีกรรมในการดำรงชีวิตเพื่อแก้ปัญหาหรืออ้อนวอนเพื่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ในการเพาะปลูกและเพื่อเพิ่มผลิตผลทางการเกษตรดังจะเห็นได้จากพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการเกษตรทั่วทุกภูมิภาคของไทย
การอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย

การอนุรักษ์วัฒธรรมไทยนั้น  ต้องอาศัยความร่วมมือกันของคนไทยทุกคนมีวิธีการ ดังนี้
1.  ศึกษา  ค้นคว้า  และการวิจัยวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้งที่มีการรวบรวมไว้แล้วและยังไม่ได้ศึกษา  เพื่อทราบความหมาย และความสำคัญของวัฒนธรรมในฐานะที่เป็นมรดกของไทยอย่างถ่องแท้   ซึ่งความรู้ดังกล่าวถือเป็นรากฐานของการดำเนินชีวิต  เพื่อให้เห็นคุณค่า  ทำให้เกิดการยอมรับ  และนำไปใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม ต่อไป

2.  ส่งเสริมให้ทุกคนเห็นคุณค่า  ร่วมกันรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติและของท้องถิ่น เพื่อสร้างความเข้าใจและมั่นใจแก่ประชาชนในการปรับเปลี่ยนและตอบสนองกระแสวัฒนธรรมอื่นๆ อย่างเหมาะสม
3. รณรงค์ให้ประชาชนและภาคเอกชน ตระหนักในความสำคัญ ของวัฒนธรรม ว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องให้การรับผิดชอบร่วมกันในการส่งเสริมสนับสนุน  ประสานงานการบริการความรู้  วิชาการ และทุนทรัพย์สำหรับจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรม
4.  ส่งเสริมและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยการใช้ศิลปะวัฒนธรรมที่เป็นสื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน
5. สร้างทัศนคติ  ความรู้  และความเข้าใจว่าทุกคนมีหน้าที่เสริมสร้าง  ฟื้นฟู  และการดูแลรักษา สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและทางวัฒนธรรมที่เป็นสมบัติของชาติ   และมีผลโดยตรงของความเป็นอยู่ของทุกคน 
6.  จัดทำระบบเครื่อข่ายสารสนเทศทางด้านวัฒนธรรมเพื่อเป็นศูนย์กลางเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงาน เพื่อให้ประชาชนเข้าใจ  สามารถเลือกสรร  ตัดสินใจ  และปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตทั้งนี้สื่อมวลชนควรมีบทบาทในการส่งเสริม และสนับสนุนงานด้านวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้นด้วย


การมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย
          การมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยสามารถปฏิบัติได้หลายวิธีดังต่อไปนี้

          1.  จัดให้มีการถ่ายทอดวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยจากคนรุ่นเก่าสู่คนรู่นใหม่  เช่น  การอนุรักษ์เพลงพื้นบ้านทั้งลำตัด  เพลงฉ่อย  เพลงเรือ  ด้วยการจัดชมรมประจำท้องถิ่น  หรือการเชิญพ่อเพลงแม่เพลงในชุมชนมาถ่ายทอดความรู้ให้แก่คนรุ่นหลัง  หรือจัดกิจกรรมขึ้นในโรงเรียน  เป็นต้น

          2.  เปลี่ยนแปลงค่านิยมของคนในสังคมที่ละเลยหรือไม่ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมและภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทย  เช่น  ควรส่งเสริมการศึกษาและใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากสมุนไพรไทย  เช่น  ที่โรงพยาบาลอภัยภูเบศร  จังหวัดปราจีนบุรี  ได้นำสมุนไพรต่าง ๆ มาสกัดเป็นยารักษาโรค  เครื่องสำอาง  ขายให้กับประชาชนทั้วไป  เป็นต้น

          3.  ร่วมกันทำให้วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง  ไม่ใช่เป็นเพียงการจัดแสดงหรือรณรงค์เป็นบางช่วงเท่านั้น  เช่น  บางท้องถิ่น  บางหน่วยงานรณรงค์ให้คนในท้องถิ่นหรือในหน่วยงานแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ตัดเย็บจากผ้าพื้นเมือง  ก็ควรหาแบบเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับคนทุกวัย  ทุกสาขาอาชีพ  ราคาย่อมเยา  ไม่ควรให้คนรุ่นใหม่คิดว่าการแต่งกายด้วยผ้าพื้นเมืองเป็นความเชย  ดูแลรักษายาก  ราคาแพง  และเป็นเครื่องแต่งกายเฉพาะผู้สูงอายุหรือใช้แต่งเฉพาะเวลามีงานสำคัญเท่านั้น

          4.  สร้างจิตสำนึกให้คนไทยเห็นคุณค่าและร่วมกันอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย  เช่น  ส่งเสริมและปลูกฝังให้เยาวชนรักษากิริยามารยาทแบบไทย  เช่น  มีสัมมาคารวะ  เคารพผู้ใหญ่  มีความอ่อนน้อมถ่อมตน  และรักนวลสงวนตัว  รวมทั้งส่งเสริมให้ใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้องทั้งการพูดและการเขียน  เช่น  รณรงค์ให้พูดออกเสียงภาษาไทยให้ชัดเจน  ไม่พูดภาษาไทยปนภาษาอังกฤษ  เป็นต้น



การอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย



1. การค้นคว้าวิจัย ควรศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลภูมิปัญญาของไทยในด้านต่างๆ ของท้องถิ่น จังหวัด ภูมิภาค และประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิปัญญาที่เป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่น มุ่งศึกษาให้รู้ความเป็นมาในอดีต และสภาพการณ์ในปัจจุบัน
2. การอนุรักษ์ โดยการปลุกจิตสำนึกให้คนในท้องถิ่นตระหนักถึงคุณค่าแก่นสาระและความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริมสนับสนุนการจัดกิจกรรมตามประเพณีและวัฒนธรรมต่างๆ สร้างจิตสำนึกของความเป็นคนท้องถิ่นนั้นๆ ที่จะต้องร่วมกันอนุรักษ์ภูมิปัญญาที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น รวมทั้งสนับสนุนให้มีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นหรือพิพิธภัณฑ์ชุมชนขึ้น เพื่อแสดงสภาพชีวิตและความเป็นมาของชุมชน อันจะสร้างความรู้และความภูมิใจในชุมชนท้องถิ่นด้วย
3. การฟื้นฟู โดยการเลือกสรรภูมิปัญญาที่กำลังสูญหาย หรือที่สูญหายไปแล้วมาทำให้มีคุณค่าและมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตในท้องถิ่น โดยเฉพาะพื้นฐานทางจริยธรรม คุณธรรม และค่านิยม
4. การพัฒนา ควรริเริ่มสร้างสรรค์และปรับปรุงภูมิปัญญาให้เหมาะสมกับยุคสมัยและเกิดประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยใช้ภูมิปัญญาเป็นพื้นฐานในการรวมกลุ่มการพัฒนาอาชีพควรนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมาช่วยเพื่อต่อยอดใช้ในการผลิต การตลาด และการบริหาร ตลอดจนการป้องกันและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
5. การถ่ายทอด โดยการนำภูมิปัญญาที่ผ่านมาเลือกสรรกลั่นกรองด้วยเหตุและผลอย่างรอบคอบและรอบด้าน แล้วไปถ่ายทอดให้คนในสังคมได้รับรู้ เกิดความเข้าใจ ตระหนักในคุณค่า คุณประโยชน์และปฎิบัติได้อย่างเหมาะสม โดยผ่านสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา และการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ 
6. ส่งเสริมกิจกรรม โดยการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดเครือข่ายการสืบสานและพัฒนาภูมิปัญญาของชุมชนต่างๆ เพื่อจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง
7. การเผยแพร่แลกเปลี่ยน โดยการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการเผยแพร่และแลกเปลี่ยนภูมิปัญญาและวัฒนธรรมอย่างกว้างขวาง โดยให้มีการเผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่นต่างๆ ด้วยสื่อและวิธีการต่างๆ อย่างกว้างขวาง รวมทั้งกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก
8. การเสริมสร้างปราชญ์ท้องถิ่น โดยการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของชาวบ้าน ผู้ดำเนินงานให้มีโอกาสแสดงศักยภาพด้านภูมิปัญญา ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ มีการยกย่องประกาศเกียรติคุณในลักษณะต่างๆ

ปลุกสำนึกคนรุ่นใหม่ใส่ใจวัฒนธรรมท้องถิ่น




 

          ชาวบ้านปากมูน ดึงสื่อพื้นบ้าน กระตุ้นสำนึกคนรุ่นใหม่หันมาสนใจศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น วิถีทำกินประมงแม่น้ำมูน

          'การละเล่นพื้นบ้าน' มิใช่เป็นแค่เพียงความบันเทิงราคาย่อมเยาว์ ในแต่ละท้องถิ่นเท่านั้น หากการสืบสานการละเล่นพื้นบ้าน ยังช่วยดำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ ของแต่ละภูมิภาค ตลอดจนสามารถนำมาใช้เป็น 'เครื่องมือในการบอกเล่าความคิด หรือแม้แต่ความหวังของคนในพื้นที่

          ดังนั้นสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล และกลุ่มดินสอสี จึงได้จัดทำโครงการ 'สื่อพื้นบ้านสานสุขเพื่อกระตุ้นจิตสำนึกให้เยาวชนรุ่นใหม่หันกลับมาสนใจศิลปวัฒนธรรมอันเป็นรากเหง้าของภูมิปัญญาท้องถิ่นที่บรรพบุรษได้คิดค้นไว้ให้

          เมื่อเร็วๆ นี้จึงได้มีการจัดกิจกรรมขึ้นที่ชุมชนเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นการรวมการแสดงศิลปะวัฒธรรมพื้นบ้าน 7 โครงการ รวม 100 กว่าชีวิตเข้าด้วยกัน จากทั้งหมด 28 โครงการทั่วประเทศ ไล่มาตั้งแต่ โปงลางหมอลำ เพลงโคราชจากโคราช กันตรึมจากสุรินทร์ บักตื้อ (ตะลุงอีสาน) จากมหาสารคาม หมอลำ รำโส้ทั่งบั้งนครพนม และการนำจิตรกรรมฝาผนังอีสานที่อยู่ในโบสถ์เก่ามาทำเป็นงานศิลปะ เพื่อให้เด็กและผู้คนทั่วไปรู้จัก

          เขื่อนมา ปลา (ก็) หมด

          สำหรับชุมชนบ้านค้อใต้ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานีอันเป็นสถานที่จัดงานในครั้งนี้ มีความพิเศษอยู่หลายอย่างคือ มีผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง ชาวบ้านสามัคคี และไม่มีแหล่งมั่วสุมยาเสพติดในชุมชน

          ที่สำคัญหมู่บ้านนี้ยังมีบทบาทในเรื่องของการคัดค้านเขื่อนปากมูนตั้งแต่แรกเริ่ม เพราะได้ผลกระทบอย่างแรงจากการสร้างเขื่อนนี้ และกลายมาเป็นประเด็นหลักในการเลือกจัดงานที่นี่ของทางสสส. เพราะต้องการสื่อไปยังภาครัฐและหน่วยงานท้องถิ่นว่า กิจกรรมที่ดูเล็กๆ เหมือนไม่มีพลังเช่นนี้ กำลังจะถูกทำให้ขยายออกไปด้วยสื่อหลากแขนงสาขาที่มาร่วมช่วยกัน

          เพราะถึงแม้ว่าผลกระทบที่เกิดจากการสร้างเขื่อนได้รับการหยิบยกมานำเสนอผ่านสื่ออยู่หลายสิบปี แต่ปัญหายังไม่เคยได้รับการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ทำให้ชุมชนที่เคยได้ชื่อว่าเป็นแหล่งรวมตัวของพรานปลา ทั้งชีวิตแค่ลงแม่น้ำมูนหาปลาอย่างเดียวก็สามารถเลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบาย แต่วันนี้ภาพที่เคยมีได้กลายเป็นเพียงความทรงจำ
          "ชุมชนเราเป็นหมู่บ้านที่หาปลาเป็นอาชีพตั้งแต่ครั้งปู่ทวด ผมเกิดมาก็เจอกับแม่น้ำหาปลามาทั้งชีวิต อยู่กันอย่างสงบสุข ตกเย็นก็มีการเล่นร้องหมอลำกันตามบ้านพี่น้อง ไม่ต้องจากบ้านไปไหนไกล อยู่กันพร้อมหน้า พอมีข่าวว่าจะสร้างเขื่อนเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ทางการก็มาบอกว่าจะสร้างนะ แต่เป็นแค่จดหมายเวียนมาเฉยๆ ชาวบ้านความรู้น้อย เราก็ไม่รู้หรอกว่าจะมีผลอย่างไร" พ่อทองปน ไชยคำ อบต.บ้านค้อใต้ ผู้มีประวัติการต่อสู้ร่วมกับชาวบ้านอันยาวนานกับภาครัฐเล่าถึงเหตุการณ์ในครั้งอดีต

          ผลที่ตามมาคือ ริมฝั่งแม่น้ำที่เคยปลูกผักทุกอย่างที่กินได้ ไม่ต้องซื้อหาด้วยเงินตรา เอาปลาไปแลกข้าวแลกเกลือต่างถิ่น เกิดสัมพันธภาพทางไมตรีแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมท้องถิ่น เหล่านี้ได้หมดไปพร้อมกับการที่ประเทศไทยได้ 'เขื่อนปากมูนมาชื่นชม

          เขื่อนเป็นประโยชน์ของคนทั้งชาติ ประโยชน์ของส่วนรวม นั่นคือข้อเท็จจริง แต่บ้านค้อใต้เป็นแหล่งไม่เอื้อต่อการเพาะปลูก เพราะไม่มีแหล่งน้ำเนื่องจากเป็นที่สูง การปลูกข้าวต้องรอฝนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เมื่อปลาหาไม่ได้เพราะมีเขื่อนกั้นน้ำ วิถีชีวิตเริ่มไม่มีทิศทาง จากไม่เคยต้องไปรับจ้างใช้แรงกาย จำต้องจากบ้านพลัดถิ่น ความสัมพันธ์เริ่มขาดหายทั้งในครอบครัวและภายในชุมชน ทุกชีวิตต้องดิ้นรนหนักว่าเดิมหลายเท่า เด็กผู้หญิงโดนกระทบมากที่สุด เพราะอยากได้งานทำ จึงโดนหลอกไปขายตัว

          "เมื่อเริ่มสร้าง ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างจึงเกิดขึ้น ปลานี่หาไม่ได้เลย จนต้องรวมตัวกันเรียกร้องจากรัฐบาล เขาก็เข้ามาดูแล้วตีราคาชดใช้ให้เมื่อปี 2537 บางคนอาจได้หลายร้อย หรือหลายพันขึ้นอยู่พื้นที่หากินของเรา นั่นเป็นจุดเรียกร้องอย่างจริงจังขึ้น รัฐบาลยอมเปลี่ยนค่าชดเชยเพิ่มให้ แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้เราอย่างยั่งยืน จนต้องไปร้องเรียนที่กรุงเทพฯ" พ่อทองปอนเล่า

          ความกดดันรอบด้านส่งผลให้ชาวบ้านรวมกลุ่มประท้วงเรียกร้องความเสียหายจากภาครัฐ แต่ผลที่ได้รับคือความสูญเสียรายได้และโอกาสทำกินไปเรื่อยๆ ซ้ำยังเริ่มมีความขัดแย้งกันเองระหว่างชาวบ้านเพราะมีผลประโยชน์เข้ามาแทรกแซงเพื่อต้องการให้เกิดแตกแยก

          จากนั้นเป็นต้นมา ชุมชนแห่งนี้ก็ได้เดินทางไปร่วมคัดค้านที่หน้าทำเนียบ ซึ่งใช้เวลาอยู่หลายปี ใครที่ไม่ได้ไปก็คอยส่งน้ำส่งข้าวไป จนสภาพความเป็นอยู่ของชุมชนเริ่มแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด เด็กในหมู่บ้านขาดหางเสือที่ดี เริ่มจับกลุ่มเสพยา มั่วสุมการพนัน ชาวบ้านก็เริ่มทะเลาะกันเอง

          "ความคิดผมในตอนนั้นมันสับสนมาก ว่าเรากำลังทำอะไรกันอยู่ หมู่บ้านเราที่เคยสงบกลับต้องมาเป็นอย่างนี้ เราประท้วงมาเป็นสิบปี แต่ไม่มีอะไรดีขึ้น ทุกอย่างกลับแย่ลง มันเจ็บปวดนะ จึงคิดว่ากลับมาบ้านดีกว่า มาเริ่มต้นใหม่ ตอนนั้นมีหลายคนไม่เข้าใจ นึกว่าผมไปรับเงินเขามาถึงได้เลิก ผมกลับมานั่งคิดหาทางฟื้นฟูชุมชนหลายวิธี ทั้งปลูกป่า ทั้งการกลับมาลองหาปลาแบบดั้งเดิม และฟื้นฟูการร้องหมอลำต่อเพลงให้เด็กๆ มีกิจกรรมทำไม่ให้ไปมั่วสุมกัน"

          ด้วยความคิดของคนที่จบ ป.4 อย่าง พ่อทองปน สร้างความประหลาดใจและการยอมรับจากชาวบ้านในเวลาต่อมา ใครจะคิดว่าการปลูกป่าในชุมชนจะเป็นทรัพย์สมบัติที่กินไม่หมดจนถึงวันนี้ หรือใครจะคิกว่าการหันมาให้ความสนใจกับการร้องรำทำเพลงอย่างหมอลำ จะช่วยให้เยาวชนไม่หันติดยา

          "ความคิดของผมก็คือ เราต้องหาแหล่งทำกินอย่างอื่นมาทดแทนการหาปลา ป่าคือแหล่งของกินทุกอย่าง ทั้งเห็ด หน่อไม้ ผักต่างๆ และการเอาเครื่องมือจับปลาที่เคยเลิกไปเมื่อมีเขื่อน กลับมาลองใช้ใหม่เพราะทางเขื่อนได้ยอมเปิดประตูตามที่เราร้องขอ แต่เปิดเป็นช่วงแค่ 4 เดือนเท่านั้น ก็พอจะหาปลาไว้หาเลี้ยงชีพได้บ้าง

          "ส่วนเรื่องการร้องลำ เป่าแคนนี่มันก็คือของที่เรายังพอมีอยู่ มีคนเก่งอยู่ก็เลยลองตั้งกลุ่มฝึกให้เด็กๆ ได้ลองมาฝึกร้องหัดลำ มันก็ได้ผลหลายทาง เด็กๆ รักกัน ทำให้ผู้ใหญ่ในชุมชนได้กลับมาสนิทสนมกันเหมือนเดิม ยาเสพติดก็หายไป"
          สื้อพื้นบ้าน : พลังแห่งการต่อรอง

          จากแนวคิดและการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมของชุมชนบ้านค้อใต้ ประจวบเหมาะสอดคล้องกับแนวคิดของหน่วยงาน สสส.และสถาบันวิจัยภาษาฯ ที่ได้มีโครงการสนับสนุนสื่อศิลปะพื้นบ้านอยู่แล้วตามชุมชนต่างๆ จึงนำมาซึ่งการทำกิจกรรมร่วมกันในครั้งนี้

          รศ.ดวงพร คำนูณวัฒน์ ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนฝ่ายวิชาการ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ในตอนแรกชุมชนต่อต้านมาก คิดว่าหน่วยงานรัฐจะเข้ามาครอบงำหรือมาหลอกลวง แต่ตอนนี้สถานการณ์ก็ดีขึ้นมากแล้ว

  
          "ที่เกิดงานวันนี้ได้เพราะแต่ละท้องถิ่นมีการทำกิจกรรมของตัวเองอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่เคยมารวมกันเช่นนี้ แต่เมื่อมารวมกันต่างฝ่ายก็จะได้เห็นความพิเศษของอีกฝ่ายก็ เกิดความภูมิใจในศิลปะท้องถิ่นของตัวเอง อยากพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไป วันนี้เราได้เห็นแล้วว่ามันมีพลังที่ยิ่งใหญ่ เสียงก็ดังขึ้น สามารถทำให้ภาครัฐหันมาสนใจพวกเขาได้

          นี่คือพลังแห่งการต่อรองในรูปแบบใหม่ที่ไม่ต้องไปรวมกลุ่มประท้วง ทำให้สูญเสียโอกาสและเวลาในการทำกินเข้าไปอีก แต่นำพลังเหล่านั้นมาสร้างสรรค์ ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ประเทศชาติได้ประโยชน์ ที่สำคัญมากคือเยาวชนของชาติได้มีพื้นที่ในการแสดงความสามารถ ผู้ใหญ่ให้ความสนใจ ให้การยอมรับ ปัญหาสังคมก็จะน้อยลง อย่าดูถูกศิลปวัฒนธรรมหรือภูมิปัญญาในท้องถิ่นของเรา เพราะในเมื่อเรามีพลังอยู่ในมือ เราก็สามารถสร้างสรรค์เปลี่ยนแปลงชุมชนไปในทางที่ดีได้ด้วยสื่อพื้นบ้านเหล่านี้"

          แม้บรรยากาศการแสดงในวันนั้นอาจจะแปลกแปร่งไปบ้างด้วยฝีมือและความเชี่ยวชาญที่ไม่มากพอของเด็กน้อย แต่ก็เรียกเสียงหัวเราะจากชาวบ้านและผู้อยู่ในงานได้อย่างมาก ความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นในคืนวันนั้นคือความอบอุ่นใจอย่างประหลาด เพราะเสียงหัวเราะของเด็กน้อย ชาวบ้าน และคนต่างถิ่นที่เปล่งออกมาช่างใสซื่อเสียเหลือเกิน

          ใครที่ยังนึกภาพไม่ออกว่าเป็นอย่างไร ข่าวดีก็คือ ทาง สสส.กำลังวางแผนนำเอาสื่อพื้นบ้าน 28 โครงการทั่วทุกภาคของประเทศบุกกรุงเทพฯ ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ เพื่อให้คนเมืองได้รับรู้ถึงพลังสื่อท้องถิ่นที่แข็งแกร่งไม่แพ้สื่อเทคโนโลยีที่ไหน





ที่มา: สำนักข่าวเนชั่น

วิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่น


 
ชาวผู้ไทยตำบลโพนจะมีความรักในเชื้อสายของตนเองมากจากอดีตถึงปี ๒๕๒๕ จะเห็นได้จากวิถีชีวิตวัฒนธรรมการแต่งงาน คนผู้ไทยจะไม่ยอมรับคนต่างเชื้อสายเข้ามาเป็นสะใภ้หรือบุตรเขยเลย แต่เมื่อมีการขยายตัวทางโครงสร้างพื้นฐาน มีการจ้างแรงงาน มีการส่งบุตรหลานให้ไปทำงานไปศึกษาต่างถิ่น ก็มีการแต่งงานเข้าสู่ชุมชนเพิ่มขึ้นจนถึงปัจจุบัน การรับเอาคนต่างเชื้อสายเข้าสู่ชุมชนผู้ไทยบ้านโพนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ที่สำคัญประเพณีการแต่งงานยังรักษาวัฒนธรรมของชาวผู้ไทยไว้อย่างดียิ่ง
การปลูกบ้านและการขยายครอบครัว เดิมนั้นผู้ไทยจะอยู่แบบครอบครัวใหญ่ มีปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า พ่อ แม่ และลูก ๆ หลาน ๆ รวมกันทั้งหมด มีการปลูกบ้านเป็นลักษณะบ้านผู้ไทยทั้งเรือนแฝด เรือนเกย แต่ปัจจุบันครอบครัวขยาย พอมีการแต่งงานคู่บ่าวสาว มักจะไปสร้างบ้านอยู่ต่างหาก ปัจจุบันนี้บ้านที่เป็นลักษณะดั้งเดิมของชาวผู้ไทยยังคงเหลือให้เห็นอยู่ประมาณ ๘-๑๐ หลังคาเรือน นอกนั้นเป็นบ้านสมัยใหม่และเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งคือต้องหลังใหญ่ แต่ส่วนมากบ้นหลังใหญ่ ๆ จะมีเพียง ๑ ห้องเท่านั้น
ผู้ไทยผู้ลาว
๑. การแต่งกาย ชายนุ่งโสร่ง, กางเกงขาสั้น (หัวรูด)
หญิง นุ่งซิ่นหมี่ ไหม, ฝ้าย
ปัจจุบัน นุ่งซิ่นสีดำหรูหรา / แต่งตัวทันสมัยราคาแพง
นุ่งกางเกงสมัยใหม่
นุ่งผ้าถุงสำเร็จ 
ไม่แพง / ธรรมดา
๒. อาหาร นิยมรสชาดจัด เค็มจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด
นิยมรสชาดธรรมดาไม่จัดมาก
๓. ภาษา ใช้ภาษาผู้ไท (สนทนา)
ใช้ภาษาลาวอีสาน
๔. สภาพบ้านเรือน ใหญ่ / มั่นคง (ราคาแพง) 
(ใต้ถุนสูง – สูงมาก)
เล็ก / ไม่มั่นคง
๕. เศรษฐกิจ ร่ำรวยมีหัวค้าขาย
ค่อนข้างจน
๖. วัฒนธรรม รักษาประเพณีดั้งเดิมได้เข้มแข็ง
ไม่ค่อยสืบสานประเพณี / นิยมสมัยใหม่
๗. ความขยัน / อดทน มีมาก
ค่อนข้างน้อย
anihand.gifการวางผังที่อยู่อาศัยในชุมชนโพน
การปลูกบ้านของชาวผู้ไทยมักนิยมปลูกบ้านติดต่อกันอยู่ในเครือญาติ จะไม่นิยมปลูกห่างกันมากนัก เพราะส่วนมากหากมีการขยายครัวเรือนออกไปจะอยู่ในละแวกใกล้กันไม่เกิน ๑๐๐ เมตร และอาศัยรั้วเดียวกัน เดินไปมาหากันสะดวก ซึ่งจะมีซอยเล็ก ๆ เลียบไปตามชายบ้าน บางทีมีการปลูกบ้านขึ้นใหม่ก็ต้องลอดใต้ถุนบ้านไป ชาวผู้ไทยนิยมปลูกบ้านทรงสูง กินสูงมาก ใต้ถุนจะไว้เลี้ยงสัตว์ เก็บอุปกรณ์การเกษตรใช้เป็นที่ทอผ้า บ้านที่อยู่ชุม (จุ้ม) หลาย ๆ หลัง มักมีลานบ้านไว้สำหรับนั่งคุย ปรึกษา ตลอดจนทำกิจกรรม เช่น จักสาน ฯลฯ ร่วมกันในบ้านโพนนั้นตระกูล “ศรีบัว” จะมีมากที่สุด หรือ “จุ้ม” ใหญ่ที่สุด รองลงมา คือ ตระกูล “ศรีบ้านโพน” ซึ่งมีเชื้อสายผู้ไทยแท้ และอยู่กันเป็นจุ้ม การตัดถนนในปัจจุบันจะตัดตามเส้นทางเดินเก่าซึ่งคับแคบมาก ส่วนใหญ่ในชุมชนรถยนต์วิ่งได้ทางเดียว
การปกครองและพัฒนาชุมชนจะแบ่งกันออกเป็นคุ้ม (จุ้ม) ในเขตเทศบาล แบ่งออกเป็น ๔ คุ้มใหญ่
ประกอบด้วย
๑. คุ้มมิตรสัมพันธ์
๒. คุ้มน้ำรวม
๓. คุ้มน้ำใจ
๔. คุ้มตะวันยอแสง
การแบ่งคุ้มจัดให้มีคณะกรรมการบริหาร ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาคุ้มการตรวจสอบปัญหาของชุมชน เช่น ยาเสพติด ก็เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการในชุมชนโพน มีการก่อสร้างศาลาเอนกประสงค์ไว้ ใช้ในการพบปะแลกเปลี่ยนทำกิจกรรมรวม ๙ แห่ง และถือว่าเป็นแหล่งที่รวมชนชั้น คือ ศาลาเอนกประสงค์ ศูนย์วัฒนธรรมผู้ไทย ผ้าไหมแพรวาบ้านโพน ซึ่งดำเนินการก่อสร้างปี ๒๕๔๕ จัดให้มีทั้งพิพิธภัณฑ์การปลูกบ้านต้นแบบของชาวผู้ไทย แบบต่าง ๆ มีศาลากิจกรรม ๒ หลัง และศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์และการสาธิต ซึ่งนำรายได้เข้าชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม และยังสร้างชื่อเสียงให้ชุมชนในระดับชาติด้วย
วิถีชีวิตของชาวผู้ไทยและผู้ลาวในตำบลโพน ถึงแม้เชื้อสายสัมพันธ์จะแตกต่างกัน แต่การดำเนินกิจกรรมในชุมชน การพัฒนาชุมชนตลอดจนการสร้างชื่อเสียงให้ชุมชนทุกคนไม่ได้แบ่งว่าเป็นผู้ไทย ผู้ลาว เพียงการปกครองแบ่งเท่านั้น ทุกวันนี้วัฒนธรรมผู้ไทจะถูกผู้ลาวเข้าไปกลืนไปบ้างถึงไม่มาก แต่ต่อไปถ้าหากไม่รักษาวัฒนธรรมผู้ไทให้สืบสานต่อไปสู่อนุชนรุ่นหลังเห็นทีจะเลือนหายไป
national_costume_china.gifการแต่งกาย
ปกติผู้ชายนุ่งผ้าด้วยตาเมล็ดงา สีดำ หรือนุ่งผ้าขาวม้าด้ายขาว สวมเสื้อด้ายสีดำ(ผ้าพื้นเมือง) หญิงนุ่งซิ่นใช้เสื้อสีดำ (ผ้าพื้นเมือง) ถ้าไม่สวมเสื้อแทนที่ จะห่มผ้าเอาแขนเสื้อผูกสะพายแล่งเฉียงบ่า ใช้แทนห่มผ้า เครื่องประดับของชายปกติไม่มี หญิงหากมีฐานะดีนิยมใส่ต่างหู (กระจอนหู) ทำด้วยเงินหรือทองสำริดใส่ประจำตัวเสมอ นิยมเกล้าผมมวยและมัดศรีษะด้วยผ้าแพรมนต์หรือผ้ามนต์ขีด (ผ้าพื้นเมือง) ส่วนผู้หญิงนุ่งซิ่นหมี่ไหม สวมเสื้อผ้าดำแขนยาวรูปเสื้อกระบอกติดลูกกระดุมถ้วยแถวหนึ่งประมาณ ๓๐-๔๐ เม็ด สมัยนี้บางคนนิยมใช้สตางค์ห้าหรือสตางค์สิบ ร้อยซ้อนกับลูกกระดุม ทำตามฐานะคนจนและคนมี เครื่องประดับกายมีลูกแก้ว ร้อยเป็นสายใช้คล้องคอผู้ข้อมือเกี่ยวหูพันผมหลายเส้น ใช้ทั้งหญิงและชาย พวกผู้หญิงยังเอาเงินบาท เหรียญสลึงและเงินต่างประเทศเจาะรูร้อยเป็นแถวคล้องคล้ายเสมาอีกด้วย ถ้าเป็นนักขัตฤกษ์ การทำบุญต่างบ้าน จะต้องเดินทางไปจากบ้าน พวกผู้หญิงจะต้องมีกะหยั่ง ใส่เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องแต่งตัว หวี กระจก แป้ง พร้อมไปด้วยทุกคน เมื่อเวลารับศีลพวกผู้หญิงจะต้องถอดเครื่องประดับออกกองไว้หมด เมื่อรับศีลแล้วจึงกลับแต่ตามเดิม ลักษณะร่างกายของคนพวกนี้ รูปพรรณสัณฐานเหมือนคนไทยธรรมดา เว้นแต่หญิงไว้ผมยาวทุกคน และสำเนียงพูดต่างกับคนไทยธรรมดา คล้ายกับสำเนียงพวกพม่า และถ้าสังเกตกิริยาที่เดินจะมีแปลกบ้าง โดยมากจะเป็นคนผิวขาว เนื้อหยาบ ท่าเดินท่าก้มๆ โดยสันนิษฐานว่าคนพวกนี้ชินกับการเดินทางขึ้นเขาลงเขาเสมอ
ภายในหมู่บ้านหนึ่ง ๆ ยังมีสิ่งปลูกสร้างประเภทอื่น ๆ เพิ่มเติมอีก
๑. สิ่งก่อสร้างทางศาสนาและความเชื่อ ได้แก่ วัด และหอมะเหสักข์ ซึ่งวัด (ในความหมายของชาวบ้านเรียกรวมถึงสำนักสงฆ์ด้วย) ถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านส่วนหอมะเหสักข์ หอปู่ตา หรือศาลปู่ตา ถือเป็นสิงสถิตย์ของผีประจำหมู่บ้าน หรือผีบรรพบุรุษที่สำคัญที่จะช่วยคุ้มครอง ภัยภิบัติ ที่เกิดแก่หมู่บ้านตำแหน่งของหอมะเหสักข์ จะอยู่นอกหมู่บ้านหรือริมหมู่บ้านติดกับป่าสาธารณประโยชน์ (ชาวบ้านเรียกว่า “ดอน”) ด้านใดด้านหนึ่งของหมู่บ้าน
๒. สิ่งก่อสร้างทางสังคม แบ่งได้เป็น
๒.๑ โดยหมู่บ้านร่วมกันทำขึ้น ได้แก่ ศาลากลางบ้าน เป็นอาคารตั้งอยู่ริมถนนหรือที่เป็นย่านศูนย์กลางชุมนุมชน ใช้เป็นที่ประชุมหรือร่วมกิจกรรมด้านต่าง ๆ นอกจากนี้มีร้านค้าที่ทำเป็นเพิงเล็ก ๆ ขายของเบ็ดเตล็ดใช้เป็นที่รวมปรึกษากันระหว่างและแต่ละคุ้ม
๒.๒ โดยการพัฒนาจากทางราชการ ได้แก่ สถานีอานามัย ร้านสหกรณ์ประจำหมู่บ้านศาลาจอดรถริมทาง เป็นต้น
๓..สิ่งก่อสร้างเพื่อการเกษตร ได้แก่ คอกหมู คอกเป็ด คอกไก่ และเล้าข้าว มีขนาดสัดส่วน และตำแหน่งไม่แนะนอน ตามแต่ฐานะของผู้เป็นเจ้าของ
signal_light.gif การวางผังภายใน
การวางผังภายในคุ้มมีข้อน่าสังเกต คือ
๑. ในส่วนที่เป็นสวน หรือส่วนที่ปิดล้อมเนื้อที่ภายในคุ้ม นิยมล้อมด้วยต้นไม้ เช่น ต้นสะบู่ดำ (ไม้เยา) ไม้เป้า ต้นตะบองเพชร หรือกอไผ่
๒. ส่วนที่เป็นบ้านหากฐานะดี นิยมเสารั้วไม้แก่น (ไม้สองจับ) ใช้สิวเจาะต้นเสาให้ทะลุเป็นช่องใช้ไม้เนื้อแข็งสอดเป็นรั้วตามแนวนอน เรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า “รั้วหลักโคน” หากฐานะปานกลางนิยมใช้ไม้ผาดตามแนวรั้วกั้นเป็นเขตพอกั้นไม่ให้วัว ควาย เข้าไปทำให้พืชสวนเสียหายเท่านั้น
๓. ลักษณะของรั้วไม่ได้ป้องกันขโมยแต่อย่างใด ลักษณะการต่อเนื่องของรั้วจะมีบ้างและไม่มีบ้าง ซึ่งเป็นลักษณะหลวม ๆ ทั้ง ๔ ด้าน แต่ละด้านทางเข้าสู่ภายในคุ้ม ด้านละ ๒-๔ ทาง และเป็นตัวเชื่อมระหว่างภายนอกกับเนื้อที่ภายในคุ้ม
๔. ลานบ้าน ใช้เนื้อที่รอบ ๆ เรือนแต่ละหลัง ลานบ้านนอกจากจะเป็นตัวเชื่อมกับอาคารแล้วยังมีประโยชน์ในด้านอื่นอีก เช่น เป็นที่นั่งเล่นของเด็ก ตากผลิตผลทางการเกษตร พบปะสังสรรค์งานการละเล่นและพิธีกรรมของชาวบ้าน ผูกวัวควาย และใช้เป็นที่ตากฟืน
๕. ทางสัญจรภายใน อาศัยเนื้อที่ว่างและส่วนที่เป็นลานเป็นทางเดินติดต่อทางทะลุติดต่อกันภายในคุ้ม ดังนั้นทางสัญจรภายในจึงวกวนไปมาตามเนื้อที่ระหว่างอาคาร
๖. เล้าข้าวหรือยุ้งข้าว ใช้เป็นที่เก็บข้าวเปลือกของชาวบ้าน สร้างด้วยเสาไม้แก่น ฝาปิดทึบกันฝน ด้านหน้าทำประตูปิดด้วยแผ่นไม้วางซ้อนกันเป็นแผ่น ๆ หลังคานิยมมุงด้วยกระเบื้องไม้ ต่อมาพัฒนาเป็นมุงด้วยสังกะสี เรือนแต่ละหลังจะมีเล้าข้าว (ยุ้งข้าว) ของตนเอง ห่างจากตัวเรือนพอประมาณโดยปกติเล้าข้าวนิยมปลูกติดกับริมรั้วด้านใดด้านหนึ่งซึ่งจัดไว้ต่างหาก ซึ่งเป็นบริเวณที่เจ้าของที่ดินไม่คิดจะรื้อเพื่อปลูกบ้านขยายออกไปครอบคลุมเนื้อที่นั้นอีก เพราะคติในการปลูกเรือนที่ถือกันมาอย่างยิ่ง คือ จะไม่ปลูกบ้านในบริเวณที่ที่เคยเป็นเล้าข้าวมาก่อน ดังนั้นการปลูกเล้าข้าวจึงกำหนดจุดที่แน่นนอน ส่วนใหญ่เล้าข้าวจะวางแนวขนานกับตัวเรือน ด้านทิศเหนือหรือใต้
สำหรับครอบครัวที่ขยายออกใหม่ หรือมีฐานะยังไม่มั่นคง จะยังไม่มีเล้าข้าวกแต่จะอาศัยบริเวณใต้ถุนเรือนใหญ่ด้านทิศตะวันออกทำเป็นคอกกั้นเป็นห้องสำหรับใส่ข้าว เจ้าของเรือนบางหลังนิยมใช้ไม้ไผ่หรือลำแซง (กระแซง) สานเป็นรูปทรงกระบอกจรดพื้นเรือน เรียกว่า “ซอมข้าว”
๗. เรือนพักอาศัย แต่ละหลังจะวางเบื้องไปมา และกระจายอย่างไม่เป็นระเบียบโดยไม่มีแนวหรือแกนที่เป็นศูนย์กลาง เรือนแต่ละหลังวางแนวสันหลังคาตามแนวทิศตะวันออกและตกเสมอระยะห่างแต่ละหลังไม่แน่นอน
๘. สวนครัว ตำแหน่งไม่แนะนอน เนื้อจากเนื้อที่ว่างภายในบริเวณไม่เอื้ออำนวย จะมีอยู่บ้างเพียงบางส่วนเพื่อปลูกพลู หรือ ผักประกอบอาหารบางชนิด สวนใหญ่นิยมทำเป็นส่วนลอยทำเป็นร้านขึ้นไปอยู่ริมชานด้านหลังขอเรือนติดกับโองน้ำเรียกว่า “ฮ้านผัก” หรือปลูกใส่ภาชนะที่ชำรุดใช้การไม่ได้แล้ว บางแห่งใช้ไม้กั้นเป็นคอกสี่เหลี่ยมผืนผ้าเหมือนรางใส่รำหมู เพื่อปลูกพืชผักรากสั้น เช่น หอม กระเทียม กระแหน่ ขิง และใบบัวบก เป็นต้น
สวนลอยบางแห่งนิยมใช้ครกกระเดื่อง* (ครกมอง) และรางเกลือ** ซึ่งมีทั้งชนิดไม้เนื้อแข็ง หรือลำตาลโดยเซาะเนื้อเยื่อภายในออกเหลือเฉพาะแก่นภายนอก ยกพื้นให้สูงจากดินด้วยเสาไม้ง่ามสูงประมาณ ๑ เมตร ใช้เป็นที่ปลูกพืชผักสวนครัว
house13_brown.gif รูปแบบ และโครงสร้างของเรือนเสากลมผู้ไทย
รูปแบบของเรือนเสากลมพื้นบ้าน สามารถจำแนกโดยพิจารณาตามรูปลักษณะที่แตกต่างกัน ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของวัสดุในการก่อสร้างบางส่วน สามารถแยกรูปแบบของเรือนได้ดังนี้
๑. เรือนแฝดทรงไทย
๒. เรือนเกยประเภทที่เรือนโข่ง
๓. เรือนธรรมดาชนิดมีเรือนไฟ
๔. เรือนเกยธรรมดาชนิดไม่มีเรือนไฟ
๕. เรือนชั่วคราว
(ส่วนเรื่องอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากที่กล่าวแล้วเป็นเรือนที่ปลูกขึ้นใหม่ หรือเป็นเรือนเสาเหลี่ยม (ใช้เสาถากเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม) หรือเรือนที่ได้รับอิทธิพลจากภายนอก เช่น วัสดุก่อสร้างค่านิยมใหม่ ตลอดจนยึดมั่นในคติโบราณน้อยลง ผู้ศึกษาจะไม่กล่าวถึงเพราะถือว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในขอบเขตของการศึกษาครั้งนี้)
๑. เรือนแฝดไทย
จัดอยู่ในเรือนของคหบดี ผู้มีอันจะกิน มักมีฐานเดิมมั่นคง หรือผู้สืบเชื้อสายมาจากอุปฮาด ราชวงศ์ หรือท้าวเพีย เรือนดังกล่าว ชาวผู้ไทยเรียกเป็น “โฮง” (โรงเรือน) คือเรือนที่มีฐานะและศักดิ์ศรีสูงกว่าเรือนธรรมดาของชาวบ้านทั่วไป ซึ่งชาวบ้านไม่บังอาจสร้างเรือนขนาดดังกล่าวได้ ถือว่าทำตนเสมอเจ้า ในคุ้มหนึ่ง ๆ จะมีไม่กี่หลัง เรียกเป็น “บ้านญาแม่โฮงเหนือ” หรือ “คุ้มญาแม่โฮงใต้ “ ปกติจะเป็นเรือนประธานดั้งเดิม และมีเรือนบริวารกระจายอยู่รอบ ๆ เป็นเรือนที่มีอายุมากกว่าเรือนอื่น ๆ
ลักษณะเด่นของเรือน
๑. จั่วทรงสูง มีห้องประมาณ ๓-๕ ห้อง
๒. เป็นเรือนแฝด ชายคาของเรือนนอนและเรือนโข่งจรดกัน ไม่มีเฉลียง
๓. เดิมมุงด้วยกระเบื้องไม้ หรือกระเบื้องดินขอ
๔. สร้างด้วยไม้จริงทั้งหลัง
๕. มีช่วงฮางริน (รางน้ำ) เป็นตัวเชื่อมส่วนต่าง ๆ ของเรือน
๖. ฝาบ้านส่วนใหญ่ใช้ไม้จริง มีฝาลายคุบตามเรือนไฟเป็นส่วนน้อย
๗. มีบันไดขึ้นลงอย่างน้อย ๓ ทาง
๘. เป็นเรือนชนิดถาวร เจ้าของเรือนฐานะค่อนข้างดี
๙. มีเรือนไฟแยกอยู่ทางทิศตะวันตกต่างหาก
๒. เรือนเกยประเภทมีเรือนโข่ง
เป็นเรือนที่มีขนาดย่อมลงมากกว่าเรือนประเภทแรก ประกอบด้วยเรือนใหญ่ 3 ห้องมีระเบียง (อีสานเรียกเป็นเกย ผู้ไทยเรียกเป็นเปิง) ต่อจากเรือนนอน ถัดมาเป็นชานแดด สำหรับสัญจรและใช้สำหรับเป็นทางขึ้นบันได เรือนโข่งจะอยู่ติดชานด้านตรงข้ามกับเรือนใหญ่ ซึ่งปกตินิยมทำเป็น ๒ ห้อง หากทำเป็น ๓ ห้อง มักปิดกั้นฝาเพียง ๒ ห้อง รวมสามด้านไม่สูงมากนัก ส่วนด้านที่ติดชานแดดจะเปิดโล่ง ใช้เป็นที่รับรองเพื่อนบ้านหรือญาติที่สนิทสนม พักผ่อนหลับนอนของลูกชาย หากเป็นญาติผู้ใหญ่ หรือแขกพิเศษที่ไว้วางใจ มักรับรองให้หลับนอนบนเรือนใหญ่ที่เรียกว่า “ฮอง” ด้านทิศตะวันออก
ลักษณะเด่นของเรือน
๑. เรือนใหญ่มักเป็นลักษณะของเรือนมีเกยแบบอีสานทั่วไป
๒. เรือนโข่งอยู่ด้านตรงข้ามกับเรือนใหญ่
๓. ความกว้างด้านสกัดของเรือนโข่งจะสั้นกว่าเรือนใหญ่เล็กน้อย ความยาวเท่ากับสองห้องของเรือนใหญ่ หรือเท่ากันในกรณีที่เรือนโข่งมี ๓ ห้อง
๔. หลังคาจั่วทรงสูงแต่เล็กและต่ำกว่าเรือนใหญ่เล็กน้อย
๕. ฝาเรือนโข่งส่วนใหญ่เป็นฝาไม้ไผ่สานลายคุบ สูงประมาณ ๘๐ เซนติเมตร
๖. มีเรือนไฟแยกอยู่ทางทิศตะวันตกต่างหาก
๓. เรือนเกยธรรมดาชนิดมีเรือนไฟ
เรือนประเภทนี้จะมีเฉพาะเรือนนอน (เรือนใหญ่) เฉลียง (เกยหรือเปิง) ชานแดด เรือนไฟ ชานมน และร้านแอ่งน้ำ ที่แตกต่างจากประเภทที่ ๑ และ ๒ คือ ไม่มีเรือนโข่ง
ลักษณะทั่วไป
๑. ฝาส่วนใหญ่เป็นฝาไม้ไผ่สานลายคุบ หรือไม้ไผ่โก๊ะสานขัดแตะ
๒. ไม่มีเรือนโข่ง
๓. เรือนไฟใช้เสาไม้จริงทุบเปลือกหรือเสาไม้แก่น (ไม้แก่นล่อน) ทำง่าย ๆ ไม่พิถีพิถัน ฝาใช้ฝาแขบตอง (ใบตองกุง) มีรูโหว่ทั่วไป ติดกับชานด้านทิศตะวันตกโดยผ่านชานน้อย
๔. มีชานมนสำหรับวางแอ่งน้ำและประกอบอาหารลดต่ำลงมา
๕. เป็นเรือนของชาวบ้านที่มีฐานะปานกลาง หรือจน

๔. เรือนเกยธรรมดาชนิดไม่มีเรือนไฟ
มีลักษณะเหมือนเรือนเกยทั่วไป แต่ใช้เกยหรือระเบียงด้านทิศตะวันตก ๑ ห้อง สำหรับใช้เป็นที่ประกอบอาหาร ห้องส่วนที่ใช้ทำครัวอาจปิดฝาทึบด้วยฝาลายคุบ หรือเปิดโล่งแล้ว แต่ฐานะของเจ้าของบ้าน ซึ่งปกติค่อนข้างจะยากจน
๕. เรือนชั่วคราว
แบ่งเป็น ๓ ลักษณะ คือ
๑. เป็นเรือนชั่วคราวทั่วไป หมายถึง เรือนที่มีเฉพาะเรือนใหญ่ ๓ ห้อง และต่อเกยออกมา ๒ ห้อง ใช้บันไดพาดบนเกย ไม่มีชานแดด ห้องครัว ใช้เกยด้านทิศตะวันตกห้องเกยตรงกลางใช้พาดบันได รับประทานอาหาร นั่งเล่น และรับรองแขก เรือนประเภทนี้ส่วนใหญ่ จะเป็นเรือนที่สร้างขึ้นชั่วคราวของครอบครัวเล็ก มีลูก ๑-๒ คน กำลังสร้างฐานะ เรียกตามภาษาถิ่นว่า “ออกเรือนใหม่” หรือครอบครัวที่ยังยากจนอยู่
๒. เรือนเหย้า คือ เรือนที่ทำขึ้นอย่างหยาบ ๆ และจะต้องมีเพียง ๒ ห้อง คือ ห้องนอน ๑ ห้อง ห้องเก็บอุปกรณ์เครื่องครัวเครื่องใช้ รับประทานอาหาร นั่งเล่น พักผ่อน รับรองแขกสนิท วางแอ่งน้ำกิน (น้ำดื่ม) และใช้เป็นที่พาดกะไดขึ้นเรือนไปในตัวเสร็จ
เรือนเหย้ามักเป็นเรือนที่เริ่มขยายใหม่ ในกรณีที่เจ้าของเรือนเพิ่งแต่งงานเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “เรือนสู่” สมาชิกจะมีเพียงสองคนคือ ผัวกับเมีย ซึ่งเปรียบเสมือนเรือนหอของคู่ผัวเมียใหม่นั่นเอง การประกอบอาหารยังต้องอาศัยเรือนใหญ่ของพ่อตาแม่ยาย
คติในการปลูกเรือนเหย้า จะต้องใช้เสาไม้กลมไม่ลอกเปลือก หรือเสาไม้ไผ่และเป็นเรือนเครื่องผูกที่ใช้หวายหรือตอกมัด และจะต้องสร้างให้แล้วเสร็จในวันเดียว และให้อยู่ได้ไม่เกินสามปี ในกรณีที่มีบุตร เจ้าของเรือนอาจต่อเกยหรือเทิบยื่นออกมา เพื่อพออยู่ได้ ซึ่งในระยะที่ออกเรือนใหม่นี้ สามีต้องขวนขวายหาไม้ และเครื่องเรือนประกอบเรือน เพื่อยกฐานะให้ปลูกสร้างเรือนเกยสามห้องให้ได้ หากในระยะสามปีไม่สามารถยกเรือนใหม่ได้ มักถูกตำหนิจากญาติพี่น้องฝ่ายหญิง
๓. กระเติ๊บ หรือตูบของลาว หรือกระท่อม เป็นเรือนติดพื้น พื้นติดดินบริเวณใช้สอย ภายในติดพื้น ส่วนที่ใช้สำหรับเป็นที่นอนยกพื้นด้วยฟากไม้ไผ่เตี้ย ๆ เป็นเรือนชั่วคราวที่ปลูกสร้างขึ้น ในกรณีที่ครอบครัวรื้อบ้านเดิมปลูกใหม่ หรือครอบครัวที่อพยพมาจากที่อื่นมาขออาศัยอยู่ใหม่ และไม่ใช่ที่ดินของตนเอง หากเป็นญาติมักจะปลูกตูบต่อเล้า หากเป็น “ไทยครัว” ที่อพยพขออาศัยอยู่ชั่วคราว มักให้อยู่ตามสวน ครอบครัวที่ปลูกกระเติ๊บหรือตูบอยู่นานเกิน ๖ เดือน ไม่เปลี่ยนแปลงฐานะของที่อยู่อาศัย มักจะเป็นครอบครัวที่ยากจน ไม่มีที่นาเป็นของตัวเอง ส่วนใหญ่อาชีพรับจ้างหรือไม่มีอาชีพเลย

ขอบคุณข้อมูลดีๆจากhttp://blog.eduzones.com/pachara/33571